รัสเซียเรียกกลับเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐ

19 Mar by admin

รัสเซียเรียกกลับเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐ

เพื่อป้องกัน “ความเสื่อมโทรมที่ไม่อาจฟื้นฟูได้” รัฐบาลมอสโกสั่งให้เอกอัครราชทูตประจำสหรัฐเดินทางกลับ “เป็นการชั่วคราว”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ว่ากระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ เรียกตัวนายอนาโตลี อันโตนอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตัน ให้เดินทางกลับมายังกรุงมอสโก “เป็นการด่วนที่สุด” เพื่อ “ปรึกษาหารือ” เกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคต ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ
 
ทั้งนี้ รัฐบาลมอสโกยืนยันว่า การเดินทางกลับประเทศของอันโตนอฟ ไม่ใช่สัญญาณของการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ความสัมพันธ์กับรัฐบาลวอชิงตันในเวลานี้ “อยู่ในภาวะยากลำบาก” รัสเซียจึงประสงค์ป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายมากไปกว่านี้ หากสหรัฐยอมรับใน “ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง”
 
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัสเซียเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังสถานีโทรทัศน์เอบีซีออกอากาศเทปบันทึกการสัมภาษณ์พิเศษ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งผู้นำสหรัฐกล่าวในตอนหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ว่าเชื่อมั่นในรายงานของหน่วยข่าวกรอง ว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน “พยายามอย่างยิ่ง” ที่จะ “เปลี่ยนแปลง” ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ปีที่แล้ว “เพื่อช่วยเหลือ” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้นำรัสเซียต้องยอมรับ “ผลพวงจากเรื่องนี้”
 
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามเกี่ยวกับแนวทางการตอบโต้ของรัฐบาลวอชิงตัน ว่าจะเป็นอย่างไรและเกิดขึ้นเมื่อใด ไบเดนตอบเพียงว่า “อีกไม่นานจะได้เห็นกัน” นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐยังเรียกผู้นำรัสเซียว่า “ฆาตกร” และเป็นคนเลือดเย็น จากข้อกล่าวหาการสั่งวางยาพิษนายอเล็กซี นาวัลนี แกนนำนักเคลื่อนไหวฝ่ายต่อต้านทำเนียบเครมลิน

ผู้นำสหรัฐกล่าวถึงปูตินอีกว่า เขารู้จักอีกฝ่าย “ค่อนข้างดี” และประสบการณ์การทำงานทางการเมืองตลอดระยะที่ผ่านมาสอนเขาในเรื่องการเจรจากับผู้นำต่างประเทศ ว่า “ต้องรู้จักตัวตนอีกด้านหนึ่ง” ของคู่เจรจา ด้านนางเจน ซากี โฆษกหญิงทำเนียบขาว กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียในยุคของไบเดน “จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง” เมื่อเทียบกับสมัยรัฐบาลทรัมป์

อนึ่ง สำนักงานผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ( โอดีเอ็นไอ ) ในกรุงวอชิงตัน เผยแพร่รายงานความยาว 15 หน้า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กล่าวหารัสเซียว่ามีความพยายามมากที่สุด ที่จะแทรกแซงการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐครั้งล่าสุด นอกจากนี้ยังพบความพยายามจากอิหร่านด้วย แต่ยังไม่ถือว่ามีความเข้มข้นเท่ากับปฏิบัติการของรัสเซีย ส่วนจีน “ไม่พบความเกี่ยวข้อง”